Woratana on Tour ณ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หรือ มหกรรมหนังสือแห่งชาติหว่า

สถานที่จัด : ศูนย์ประชุมแห่งชาติ (ทำไมแห่งชาติเยอะจัง)

ไปโดย : รถแท็กซี่ ไป-กลับหมดเงินสองร้อย T_T

วันที่ : 7 ตุลาคม 2548

เรื่องย่อ : ไม่มี อ่านกันเอาเอง

แล้วแกเขียนทำไม : อยากเขียน ว่าแต่แกถามทำไมละเนี่ย

อยากถาม : ไอ้นี่! เลิกเล่นซะที คนเค้าจะอ่านเนื้อหาว้อยยยยย

วันนี้ผมมาที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติครับ มาทางTaxi เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะว่าจอดรถไว้ที่โลตัส ถ้าจะนั่งBTSก็เสียประมาณร้อยกว่าบาท แต่ถ้านั่งTaxiเสียอย่างมากก็แค่เฉียดร้อยอะครับ

วันนี้มีงานสัปดาห์หนังสือ แน่นอนว่าผมก็ต้องมาซื้อหนังสือ ใครไปงานสัปดาห์หนังสือเพื่อจะซื้อครกมั่งล่ะ ไอ้นี่พูด(พิมพ์)ไร้สาระจริงๆ เลย

หนังสือที่เล็งไว้วันนี้ ก็หนีไม่พ้น Last Fantasy ที่คุยกับคนเขียนแล้วคนเขียนบอกมาว่าจะวางตลาดเดือนตุลา ซึ่งก็ตู่เอาเองว่างานสัปดาห์หนังสือมันต้องออกแล้วแน่ๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ามันจะออกจริงไหม

ส่วนหนังสืออีกเล่มที่เล็งไว้ แต่ไม่ได้สรุปว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ คือ นาคราชา ผลงานของRabbit เล่มนี้คิดซะว่าแค่เครดิตชื่อคนเขียนก็การันตีผลงานได้ครึ่งนึงแล้วอะครับ (อีกครึ่งต้องเปิดอ่านดู)

เริ่มการเดินทางกันเลยละกัน วันนี้สมองปลอดโปร่ง จะเล่าแบบ Step by Step เลยนะครับ

*หมายเหตุ : วันที่ 9 ตุลาคม 48 ข้าพเจ้าจะเดินทางไปเรียนๆ เล่นๆ ที่สิงคโปร์ อุตส่าห์โดดมางานนี้ทั้งที่จัดกระเป๋ายังไม่เสร็จ*

เมื่อผมเดินทางมาถึงศูนย์ประชุม ก็เดินเข้ามั่วแหลกไปที่โซนอะไรไม่รู้ ที่มันมีสองชั้นอะ ผมโผล่ไปชั้นล่าง รู้แต่ว่ามานไม่ใช่เพลนนารี่ ฮอลล์ละกาน

บู๊ทแรกที่ผมเดินไปเดินมาเจอ ก็คือ บู๊ทของบู๊ทของไรฟระ จำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นของสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หัวขโมยแห่งบารามอสอะ อ้อ! สนพ.สถาพรบุ๊ค แต่ผมคิดว่าเห็นป้ายไม่ใช่สถาพรนา หรือชื่อบู๊ทโดนป้ายโฆษณาบังกันนะ

มาถึงบู๊ทแรกนี้ก็ได้เฮกันเลย เจอหัวขโมยแบบใหม่ล่าสุด! รีปรินท์เปลี่ยนปก แถมปกก็สวยกว่าแบบเก่าอีก ทำไมไม่เปลี่ยนให้เร็วกว่านี้ละว้อยยยย อยากได้ปกใหม่ แต่ซื้อทั้งชุดก็เกือบพัน ปกใหม่สวยสุดๆ เลยง่า (ที่บ้านมีหัวขโมยปกเก่าอยู่สองเล่มอะ) แล้วซื้อก็ยังมีแถมแก้วน้ำ ซื้อครบพันสองแถมเสื้อ งานนี้เรียกได้ว่าแจกแหลกเลยละ

ผมไปแทรกตัวดูหนังสือของบู๊ท อืม H.A.C.K ที่เรารอคอย! คอยมานานแล้ว อ่านใน Dek-D ตอนแรกๆ มันส์มาก (ตอนหลังๆ ไม่มีเวลาอ่าน) พอรวมเล่มก็เลยรีบหยิบมาแบบไม่ต้องเปิดดูก่อน แค่ชื่อเรื่องก็รับประกันความสนุกแล้ว (เสียอย่างเดียว กระดาษเหม็นชิบ อ่านทีแทบสลบ)

มือผลาญตังค์ของผมยังไม่หยุดแค่นี้ เจออีกเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Eternity Moon โอ้! คุ้นๆ มาก จำได้ว่าคนเขียนที่นามปากกา ว่า เทมส์ จะเคยเขียนบันทึกลงใน ชมรมนักเขียน ผมเปิดผ่านนิดๆ พบว่าตัวอักษรมานเล็กโคตรๆ (ขออนุญาตใช้คำที่น่าจะหยาบนิดนึง) เล็กกว่าเรื่องอื่นอะนะ ส่วนกลิ่นกระดาษก็พอๆ กะH.A.C.K เป็นกระดาษเหลืองเหมือนกัน ผมหยิบมาอย่างไม่รอช้า เผอิญชื่นชมในตัวคนเขียนนิดหน่อยอะ

ในใจคิดว่า พอแล้วๆ สองเล่มก็สี่ร้อยแล้วนา แต่มือของผมมันก็ไปหยิบเจออีกเล่มหนึ่ง ที่บอกว่าเล็งไว้ นั่นคือ นาคราชา ครับ มีเล่มหนึ่งกับเล่มสองออกพร้อมกัน ซวยละสิ ถ้าจะซื้อสองเล่มกลัวทรัพย์ไม่พอ เลยตัดสินใจซื้อเล่มเดียว (อีกหนึ่งเหตุผลที่ซื้อเล่มเดียวก็เพราะไม่แน่ใจว่าเล่มนี้จะสนุก ผมอ่านเรื่องย่อจากปกหลังแล้วรู้สึกธรรมดาๆ นะ) ปกของเรื่องนี้เรียบไปหน่อย เป็นสีเทา(หรือสีเงิน) และมีตัวอักษร นาคราชา ถ้ามีภาพประกอบหน้าปกนิดนึงจะได้อารมณ์ในการอ่านมากกว่านี้นะผมว่า มันเป็นความรู้สึกตอนหยิบหนังสือมาอ่านอะครับ

รวมแล้ว ผมซื้อหนังสือที่บู๊ทนี้สามเล่ม ราคาลดแล้วรวมกันก็ 600 บาทถ้วน ได้ที่คั่นหนังสือลายบารามอสมา เป็นรูปของปกใหม่ด้วย ไม่ได้หนังสือแต่ได้ที่คั่นหนังสือก็พอแล้ว แหะๆ (ที่บ้านมีที่คั่นลายบารามอสแบบเก่า ได้มาตอนซื้อเล่มสองในงานนิทรรศการใกล้บ้าน)

เมื่อผมผละออกมาจากบู๊ท ผมก็เดินวนไปวนมาที่ชั้นล่างตรงนั้นจนครบ ไม่ได้หนังสืออะไรเพิ่มหรอก สามเล่มเท่าเดิม นาฬิกาผมบอกเวลาเที่ยงพอดี จึงเดินไปกินข้าวในศูนย์ประชุมนั่นแหละ

ตอนกินข้าวไม่อยากเล่า เพราะมันตื่นเต้นหนุกหนานมาก แย่งที่นั่งกันจ้าละหวั่น ที่นั่งเยอะแล้วยังไม่พอกับคนที่เข้างานเลยครับ ว่าแล้วก็เล่าตอนช่วงบ่ายหลังกินข้าวเสร็จเลยดีกว่า

ผมออกจากที่กินข้าว เดินตรงดิ่งไปที่เพลนนารี่ ฮอลล์ เพราะต้องกลับตอนบ่ายสาม กลัวว่าถ้าเดินชั้นบนตรงนั้นก่อนจะอดไปดูเพลนนารี่ ประกอบกับเหตุผลที่จะไปซื้อLast Fantasy บู๊ทของLast Fantasyอยู่ในเพลนนารี่ ฮอลล์อะ

ผมจำได้ว่าเห็นขบวนคนแต่งตัวประหลาดๆ ถือหนังสือLast Fantasy ถือป้ายโฆษณาเรื่องนี้ และใส่หมวกสีแดงที่เขียนว่าLast Fantasy ในป้ายบอกว่าบู๊ทอยู่ L02 ในเพลนนารี่ ฮอลล์

เมื่อผมก้าวเท้าเข้าไปในเพลนนารี่ ฮอลล์ มองซ้ายมองขวา เจอแต่ L01 แล้วโดดข้ามไปเลย ก็คิดว่ามันอยู่อีกฝั่งหนึ่ง แต่พอเดินตรงไป หันกลับมาอีกรอบ บู๊ทมันอยู่ติดผนังฝั่งซ้ายของเรานี่หว่า ตัวหนังสือLast Fantasyตัวเบ้อเริ่ม เค้าทำบู๊ทเวอร์ได้ใจมากเลยนะเนี่ย (เสียดายไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปไป)

แน่นอนว่าผมตรงดิ่งสู่บู๊ทLF (Last Fantasy) อย่างรวดเร็ว คว้าLFเล่มห้าแล้วรีบจ่ายตังค์ ลด20%แน่ะ เหลือ 240 บาทเอง พี่คนขายเค้าเอาใบอะไรไม่รู้มาให้กรอก เราก็กรอกแล้วส่งคืนพี่เค้าไป

สายตาผมมองไปที่กองหนังสือซึ่งติดกับกองลาสต์ แฟนตาซี ดูเหมือนจะเป็นหนังสือใหม่นะ ป้ายโฆษณาข้างบนดันอยู่ติดLFด้วย จะแย่งบัลลังก์LFหรือไงฟร้า

เรื่องนี้จะเกี่ยวกับเด็กที่มีพลังต่างๆ ไปอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ส่วนเรื่องนี้จะเป็นการสู้รบระหว่างจักรวรรดิ ผู้พูดคือพี่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ในบู๊ท (มีหลายคนมาก) ผมคว้ามาดู ก็เห็นว่าเป็นนิยายแฟนตาซี ชื่อ Fercianut (เฟอร์เซียนัท) ปกสีม่วง เหอๆ

สนพ.Good Morningจะดีกว่านี้มากเลยถ้าหาคนวาดปกสวยๆ หน่อยอะ ปกLFเล่มแรกกับเล่มสองก็สวยดี แต่เล่มสาม สี่ ห้า นี่รับไม่ได้มากมาย โดยเฉพาะเล่มห้า เล่มล่าสุดนี้ ดูหน้าปกถ้าคิดซะว่าตัวละครใส่ชุดจอมยุทธ์อยู่ละก็ จะกลายเป็นปกเซียวฮื่อยี้ หรือปกมังกรหยกได้เหมือนกัน

และปกFercianutก็ไม่แคล้วตกชะตากรรมเดียวกับLF ซื้อมาเพราะเห็นว่าเรื่องLFสนุกหรอกนะเนี่ย เรื่องนี้ซึ่งอยู่ในสนพ.เดียวกันก็น่าจะสนุกด้วย (ถึงแม้จะมีบางเรื่องที่ทำให้ผิดหวังก็เถอะ แต่ส่วนใหญ่นิยายแฟนตาซีสนพ.นี้มีคุณภาพมากเลยอะ)

เสร็จจากบู๊ทนี้ ผมก็ไปบู๊ทFuture Gamerซื้อRO Clubเล่มล่าสุด (อยากได้เล่มเก่าๆ แต่เล่มเก่าๆที่เค้าเอามามันเก่าไม่พอ) จากนั้นก็เดินอย่างไร้จุดหมายแล้วล่ะ ก็ช้านซื้อของที่อยากได้มาครบแล้วนี่นา หนังสือห้าเล่มแล้วด้วยครับ ยัดใส่เป้ ไหล่แทบหักแน่ะ

ผมเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ซื้ออะไรจนถึงสุดฮอลล์ ก็พบบู๊ทของSiam Inter เดินไปดูนิยายของคนไทย ซึ่งมีอยู่ไม่มาก (ถ้าใครจำไม่ได้ สนพ.นี้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรื่อง White Road ของ ดร.ป๊อป ไงครับ) ผมเห็นสองเรื่องที่น่าซื้อ แต่ผมก็กลัวเงินหมด เลยเลือกเอาสักเล่ม เล่มแรกคือThe Last Song on the Frostzen Tear ของMr.Axe ที่เขียน The Hacker : คอมพิวเตอร์อาถรรพ์ (คนละเรื่องกับของสถาพรบุ๊คนะ) แต่พอเค้ามาเขียนเรื่องนี้ก็เปลี่ยนนามปากกาเป็น อารัลเฟล

หลายคนอาจสงสัยว่าผมรู้ได้ยังไง ทั้งที่เค้าเขียนสองเรื่องแต่ใช้คนละนามปากกา ผมดูจากเว็บDek-d อะครับ เค้าจะมีบอกด้วยว่าผลงานจากเว็บของนักเขียนคนไหนได้ตีพิมพ์ในสนพ.อะไร และใช้นามปากกาว่าอะไร และอีกข้อที่ไม่ต้องอ่านจากDek-dก็รู้ นั่นคือดูอีเมล์ของคนเขียนครับผม

อีกเล่มนอกจากThe Last Song ก็คือ Door เปิดประตูหลอน ชื่อน่าจะประมาณนี้ ผมไม่แน่ใจนะ คนเขียนถ้าจำไม่ผิดก็อายุเอ่อ 15 หรือ 16 หรือ 18 อะไรทำนองเนี้ย เรื่องThe Last Song นี่คนเขียนอายุ 19 ครับ (แต่เรื่องThe Hackerที่วางขายก่อนหน้านี้เพียงเดือนเดียวดันเขียนว่าอายุ 18 อายุไม่แน่นอนรึไงเนี่ย)

สุดท้ายก็ซื้อ The Last Songครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันหนากว่า แพงกว่า ซื้อที่นี่ลดมากกว่า ส่วนเรื่องDoor ค่อยไปเก็บจากร้านหนังสือ เล่มนั้นแค่125 (หรือไม่ก็135) บาทเองอะ เรื่องThe Last Songนี่ 250 บาทครับ

ตอนแรกเกือบไม่ซื้อแล้วด้วย เพราะคนต่อแถวยาวมาก แต่เผอิญเดินไปตรงแถวๆ แคชเชียร์เจอการ์ตูนเรื่อง Ragnarok เล่ม1-10 ขายเป็นแพ็ค แค่ 175 บาท! ลดครึ่งราคาเลยครับ ผมก็เลยไปหยิบThe Last Songมาด้วย แล้วจ่ายเงินพร้อมกับRagnarok ต่อแถวยาวใช้ได้ แต่ก็ยังไปได้เรื่อยๆ

อ้อ! ตอนต่อแถวอยู่เห็นพระซื้อWhite Roadเล่มหนึ่งด้วย เจ้าหน้าที่บู๊ทยังคุยกันอยู่เลยว่า พระอ่านไวท์ โรดด้วยเหรอ ผมว่ามันแปลกเหมือนกันนะเนี่ย เพิ่งเคยเห็นพระซื้อไวท์ โรด ไม่ใช่พระหนุ่มๆ สาวๆ ด้วยนะครับ ก็มีอายุแล้วล่ะ

ระหว่างที่ต่อแถว ฟังที่เค้าประกาศตามสายไปเรื่อยๆ ได้ยินเค้าพูดถึงนิยายเรื่องอะไรไม่รู้ล่ะ (ฟังชื่อเรื่องไม่ชัด) แต่เค้าบอกว่าเป็นนิยายที่โด่งดังจากเว็บไซด์ ดี อี เค ขีด ดี ฮาสุดๆ! สงสัยเค้าไม่รู้ว่าอ่านว่า เด็ก-ดี เหอๆ และเค้าบอกเสริมว่าไปซื้อนิยายเรื่องนี้ได้ที่บู๊ท K08

เมื่อผมซื้อหนังสือที่Siam Interเสร็จ ก็เดินเลาะด้านข้างไปหวังจะไปที่บู๊ท K08 โดยสวัสดิภาพ แต่ก็พบบู๊ทหนึ่งที่ทำให้ผมชะงัก บู๊ทขายหนังสือโกะครับ แถมมีขายกระดานอีกตะหาก

ไม่พอเล่าว่าไปไงมาไง แต่ทำไปทำไมก็โดนคนขายล่อซื้อหนังสือโกะซีรี่ส์ 4 เล่มรวด หมดไป 700 ถ้วน คนขายเค้าบอกว่าเค้าเล่นโกะมายี่สิบเอ็ดปีแล้ว ถ้าเราอ่านหนังสือซีรี่ส์นี้จบล่ะก็ สามารถเล่นจนขึ้นดั้งได้เลย เจ็บใจว้อย ถ้าตูไม่ขึ้นดั้งจะไประเบิดถึงบ้านแน่ เหอๆ

เมื่อโดนหลอกซื้อเสร็จเรียบร้อยก็ไปบู๊ท K08 เลยครับ ปฏิญาณกับตัวเองไว้เลยว่า เจอบู๊ทไหน ตูก็ไม่หยุดอีกแล้ว

ผมไปถึงบู๊ท K08 ก็มองหาว่าหนังสือเล่มไหนมานเปงนิยายคนไทยจากDek-Dฟระ แล้วก็พบสองเล่มที่เป็นนิยายคนไทย คือ เดอะ อิมมอทอล เค-ไนท์ กับ เชคเมท ไทม์ เรื่องแรกมานออกมาก่อนตั้งนานแล้ว แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่ได้ซื้อสักที ส่วนเล่มสองดูก็รู้ว่าออกใหม่เพราะผมไม่เคยเห็นปก

มือผลาญตังค์ของผมคว้าหนังสือปกแดงที่เขียนหน้าปกว่า Checkmate Time มาดู เห็นชื่อคนเขียนแล้วเกือบสะดุ้ง BraveHeart หรือ ชิดชื่น เคยเห็นจากในบันทึกของชมรมนักเขียนเหมือนกันครับ ไม่คิดว่าจะมีผลงานตีพิมพ์เป็นเล่มออกมา (ไม่คิดว่าจะเจอทั้งของคุณBraveHeartและของคุณเทมส์ไง คิดว่าอย่างมากก็น่าจะเจอแค่เล่มเดียว)

ผมหยิบมาจ่ายตังค์อย่างรวดเร็ว ในใจโล่งอกเล็กๆ ที่ราคาไม่ได้แพงมาก ไม่งั้นผมคงพลาดหนังสือเล่มนี้แน่

เอาลายเซ็นนักเขียนมั้ยคะ พี่สาวที่รับหนังสือถามผม

นักเขียนมาด้วยเหรอครับ ผมมองพี่สาวคนนั้นแบบงงนิดหน่อย ไม่สิ งงโคตรๆ เลยอะ

คนที่ใส่เสื้อสีครีมนั่งตรงนั้นไง พี่คนนั้นชี้เข้าไปในบู๊ท จะเอาลายเซ็นนักเขียนมั้ยคะ

ผมพยักหน้า พี่เค้าก็ส่งหนังสือเข้าไปในบู๊ท ขอลายเซ็นด้วยค่ะ

ชายคนหนึ่งหน้าใสสะอาดลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ มองผ่านตัวพี่สาวคนนั้นราวกับอยากรู้ว่าใครซื้อหนังสือตูฟะ แต่ผมใช่วิชาเงาหลบอยู่ข้างหลังพี่คนนั้นพอดี เค้าคงไม่เห็นผมหรอก(ซะที่ไหนละว้อย) อิอิ

ชายคนนั้นหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นอย่างรวดเร็วลงบนหน้าแรกของหนังสือ จากนั้นจึงส่งคืน ยังไม่วาย มองมาที่ผมอีกรอบซะด้วย ประมาณว่าหน้าตาแบบนี้อ่านหนังสือออกเหรอ (ล้อเล่นง้าบบบ)

ถ้าคุณBraveHeartมาอ่าน ก็ขอขอบคุณที่อุตส่าห์เสียแรกไปประมาณ 3.12 ริกเตอร์เพื่อเซ็นลายเซ็นให้ผมนะครับ (เอ ริกเตอร์นี่ไม่ใช่หน่วย