แสงสว่าง หายไปจากชีวิตข้าตั้งแต่เมื่อไรกัน

กลับมาเถิด แสงสว่าง กลับมาเถิด

กลับมาเพื่อนำความมืดทั้งปวงออกไปจากตัวข้า

ทำไมกัน ทำไมตัวข้ามีเพียงความมืด กายข้าใกล้ดับสูญแล้วกระนั้นเหรอ

ข้าเกลียดตัวเอง ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวนี้

ข้าเกลียดทุกคน ที่ทำให้ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อรอวันดับสูญ ซึ่งจะก้าวเข้ามาในไม่ช้า

ข้าเกลียดการดำรงอยู่อันไร้ซึ่งความหวังของตนเอง

แต่ข้ากลับกลัวเมื่อจะต้องสูญสลายเป็นเถ้าธุลีในเร็ววัน

อนาคตของข้าจะอยู่รอดได้อย่างไร ข้าก็ยังไม่แน่ชัดในใจ

Genocide N Genius

ผมเป็นเด็กชายที่กำพร้าพ่อและแม่ตั้งแต่ผมยังเล็ก เมื่อจำความได้ผมก็มาอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐบาลเสียแล้ว

สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง เนื่องจากประเทศของเราเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่าประเทศใด ๆ ในโลก ผู้คนจำนวนมากจากประเทศอื่น ๆ จึงย้ายเข้ามาในประเทศนี้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องมาอยู่ในเมืองที่เจริญที่สุดของประเทศ นั่นคือเมืองหลวง

เมื่อผู้คนจากหลากหลายประเทศเข้ามา ปัญหาเด็กกำพร้าก็เริ่มเยอะขึ้น ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นจากแรงงานต่างชาติ เมื่อทำงานแล้วเกิดมีลูกก็ต้องหาวิธีนำลูกไปไว้ที่อื่น พ่อแม่ทำงานจนไม่มีเวลาดูแลลูก และไม่มีเงินสำหรับเลี้ยงลูก

เลี้ยงตัวเองก็แทบทำไม่ได้อยู่แล้ว เหตุใดจะต้องสร้างภาระให้ตัวเองอีกเล่า คนส่วนใหญ่มักคิดเช่นนั้น

ทางเลือกที่พ่อหรือแม่ของเด็กซึ่งเป็นแรงงานเงินเดือนน้อยจะทำได้ คือ ทิ้งลูกไว้ที่ไหนสักแห่ง หรือ ส่งลูกไปให้คนอื่นเลี้ยง วิธีแรกไม่ค่อยมีคนทำนัก เพราะเท่ากับเป็นการตัดอนาคตของเด็กที่ให้กำเนิดมาโดยสิ้นเชิง ไม่ปล่อยให้เด็กเกิดมาคงจะดีกว่า พวกเขาจึงเลือกวิธีที่สอง ส่งลูกไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐบาลที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยกว่าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของเอกชนหลายเท่านัก

สถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐบาลมีอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เด็กถูกส่งไปคละกันตามที่ต่าง ๆ ผมก็คงได้รับการคละกับเด็กคนอื่น ๆ แต่โชคดีกว่าที่ได้มาอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าใจกลางเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้จะใหม่อยู่เสมอ และผนังห้องผนังตึกมีสีสดสวยงามเพราะมีการทาสีใหม่ทุกปี สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอื่นจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ก็ได้ยินข่าวมาบ้างว่าไม่สะดวกสบายเท่าที่นี่ และมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ มีตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงเด็กหนุ่มสาวอายุสิบห้าปี เด็กส่วนใหญ่จะกำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก มีไม่มากที่ถูกส่งมาเมื่อโตแล้ว ทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ถือว่าอยู่ในครอบครัวเดียวกัน มีอะไรต้องช่วยกันทำ มีขนมก็จะแบ่งปันกันอย่างสม่ำเสมอ

ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามีหัวหน้าผู้ควบคุมพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งเด็กทุกคนเรียกหัวหน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าว่า คุณพ่อ อาจจะฟังดูธรรมดาถ้าคุณอยู่ในครอบครัวที่มีพ่อและแม่สมบูรณ์พร้อม แต่สำหรับเด็กกำพร้าอย่างพวกเราแล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต มันช่วยให้พวกเราไม่น้อยใจที่เกิดเป็นเด็กกำพร้า เพราะยังมี คุณพ่อ ผู้เปรียบเหมือนบิดาที่แท้จริงของพวกเราอยู่ข้างกาย

นอกจากคุณพ่อแล้ว ก็มีพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่รวมกันประมาณสิบกว่าคน ซึ่งโดยปกติพี่เลี้ยงจะเป็นผู้สมัครใจมาช่วยเลี้ยงเด็กด้วยตนเอง หลายคนมาแล้วติดใจก็จะมาอีกบ่อย ๆ จนสนิทสนมและคล้ายกับหลอมรวมเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเราไปแล้ว ตัวผมเองไม่มีพี่เลี้ยงที่ชอบเป็นการส่วนตัว เนื่องจากไม่มีพี่เลี้ยงคนไหนมาสนใจผมซึ่งมักนอนอยู่บนเตียงอย่างโดดเดี่ยว

ไม่ใช่ว่าขาผมขยับไม่ได้จึงต้องนอนบนเตียงตลอดเวลา หากแต่เพราะเมื่อผมลุกไปก็ไม่ได้ทำอะไร ผมจะลุกจากเตียงเมื่อถึงเวลากินข้าวกับเวลาอาบน้ำเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ไม่สนใจผม และไม่ยอมให้ผมร่วมเล่นเกมหรือร่วมทำกิจกรรมด้วย พวกเขามองว่าผมทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา อยู่คนเดียวไม่ยอมคบค้าสมาคม แล้วพวกเขาเคยหันมาสนใจผมบ้างไหมเมื่อผมต้องการคบค้าสมาคมด้วย น่าจะรู้อยู่แก่ใจตนเองว่าไม่เคยเลยแม้สักครั้งเดียว

ปีนี้ผมมีอายุครบสิบห้าปี ปีหน้าก็จะไม่ได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ให้เด็กอายุมากกว่าสิบห้าปีอาศัย แต่ทุก ๆ วันที่ 5 เดือนพฤษภาคม ของทุกปี จะเป็นวันพิเศษสำหรับเด็กอายุครบสิบห้าปีโดยเฉพาะ โดยผู้จัดคือคณะรัฐบาลของประเทศที่ปกครองประเทศนี้มาหลายสิบปีแล้ว วันพิเศษนั้นมีชื่อเรียกว่า วันสิบห้าปีอัจฉริยะ พี่คนหนึ่งในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเคยเปิดดูประวัติของผม และบอกว่าผมเข้ามาในสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ก่อนจะมีการจัดวันสิบห้าปีอัจฉริยะครั้งแรกเพียงวันเดียว

วันสิบห้าปีอัจฉริยะ ชื่อฟังแล้วดูดี แต่แท้จริงแล้วก็เป็นวันฆ่าคนดี ๆ นี่เอง เด็กอายุสิบห้าปีทุกคนต้องเข้าร่วมในวันนั้นอย่างไร้ข้อกังขา โดยจะมีทหารมารับเด็กอายุครบสิบห้าปีที่บ้านก่อนจะถึงวันจัดงานหนึ่งวัน แม้จะมีใครคิดหลบหนีก็ไม่มีทางรอดจากการจับกุมไปได้ เนื่องจากทันทีที่รัฐบาลชุดล่าสุดขึ้นทำงานแทนรัฐบาลชุดเก่า พวกเขาก็ปรับให้เด็กที่เพิ่งเกิดทุกคนต้องฝังอุปกรณ์ที่เรียกว่า ไมโครชิพ(Micro chip) ลงในตัว และอุปกรณ์ชนิดนี้จะส่งสัญญาณให้รู้ว่ามันอยู่ส่วนไหนของโลก ไม่ว่าจะหนีไปสักเพียงใดก็ต้องโดนตามจับได้ในที่สุด ในตัวผมก็มีไมโครชิพอยู่เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ และยังเป็นไมโครชิพรุ่นแรกที่ผลิตอีกด้วย

ทันทีที่พิธีในวันสิบห้าปีอัจฉริยะเริ่มขึ้น พวกเขาก็จะให้เด็กเดินเข้าไปตู้ที่ปิดมิดชิดทีละคน ตู้นั้นมีประตูทางเข้าออกเพียงประตูเดียว รอบข้างทำจากกระจกหนาแบบพิเศษซึ่งไม่มีทางทำลายได้จากภายนอกหรือภายใน ตู้นั้นเมื่อดูไกล ๆ คล้ายกับตู้โทรศัพท์ข้างถนนแต่มีขนาดใหญ่กว่า มันเป็นเครื่องวัดระดับสติปัญญา (IQ) ของเด็ก ถ้าใครมีระดับสติปัญญามากกว่าหรือเท่ากับ 150 ตัวเครื่องก็จะปล่อยแสงเลเซอร์ใส่รอบทิศทาง ทำให้เสียชีวิตโดยไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของอะตอม และไม่มีโอกาสได้กล่าววาจาใด ๆ ก่อนตาย

เด็กที่จะผ่านออกมาได้โดยไม่โดนฆ่า คือเด็กที่มีระดับสติปัญญาไม่ถึง 150 และรัฐบาลก็จะหาที่อยู่ใหม่ให้เด็กกลุ่มนี้เพื่อฝึกสอนในสิ่งที่เด็กแต่ละคนถนัดโดยเฉพาะ แต่ถ้าเด็กไม่สมัครใจก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิมตามปกติได้ เด็กกลุ่มที่มาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามักเลือกที่อยู่ใหม่มากกว่ากลับมาอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งมีเด็กอาศัยอยู่อย่างแออัด นั่นเป็นเหตุผลที่สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ไม่มีเด็กอายุมากกว่าสิบห้าปีอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

โอกาสที่เด็กอายุสิบห้าปีจะมีระดับสติปัญญาถึง 150 นั้นน้อยเต็มที ตลอดระยะเวลาสิบห้าปีตั้งแต่เริ่มจัดงานนี้มาก็ยังไม่เคยมีปีไหนที่พบเด็กฉลาดขนาดนั้นเกินห้าคนต่อปี ทำให้เด็กส่วนใหญ่เบาใจลงได้ว่าตนเองจะไม่โดนฆ่าในวันสิบห้าปีอัจฉริยะ ถ้าจะมีใครสักคนโดนคงต้องเป็นเด็กที่พิเศษกว่าคนอื่นอย่างแท้จริง

วันสิบห้าปีอัจฉริยะใกล้เข้ามาทุกขณะ วันนี้เป็นวันที่ 28 เมษายน อีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะถึงวันนั้น เด็กคนอื่น ๆ ต่างคุยเล่นกันอย่างสนุกสนานเนื่องจากคิดว่าตัวเองไม่มีทางโดนฆ่า แต่ผมกลับต้องเคร่งเครียดอยู่ทุกครั้งเมื่อคิดถึงวันนั้น เพราะผมรู้ตัวดีว่าผมจะต้องโดนฆ่าอย่างแน่นอน

ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ผมจะไม่โดนฆ่า นอกจากผมจะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่า 150 ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้แม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะผู้ที่สร้างผมมาต้องการให้ผมเป็นแบบที่เป็นอยู่นี้ และต้องการให้ผมตายในวันสิบห้าปีอัจฉริยะ

ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพระเจ้า และไม่เคยวิงวอนขอสิ่งใดจากพระเจ้า ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและสร้างมนุษย์ เพราะถ้าพระเจ้ามีจริง เหตุใดพระองค์จึงไม่ทำให้ลูก ๆ ของพระองค์มีความสุขกันทุกคนเล่า เหตุใดบุตรบางผู้รวยเป็นเศรษฐีพันล้าน แต่บุตรบางผู้กลับไม่มีเงิน ไร้ซึ่งที่พักพิง ซ้ำยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเราเป็นใคร เหตุใดพระองค์จึงปล่อยให้ตัวผมต้องทุกข์ถึงเพียงนี้

เหตุที่ผมมั่นใจนักหนาว่าจะต้องโดนฆ่าในวันสิบห้าปีอัจฉริยะก็เพราะในตัวผมมีบางสิ่งที่แปลกปลอมและแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจนบัดนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยัดเยียดมันให้ผม สิ่งแปลกปลอมที่ว่านี้คือ

ดวงตายมทูต

มันเป็นดวงตาที่ภายนอกเหมือนกับดวงตาธรรมดา แต่แท้จริงแล้วมันทำให้ผมมองเห็นระดับสติปัญญาของเจ้าของลอยอยู่บนหัวคน ๆ นั้น ไม่เว้นแม้แต่ระดับสติปัญญาของตัวผมเอง คนส่วนใหญ่จะมีระดับสติปัญญาอยู่ประมาณหนึ่งร้อย เว้นเสียว่าจะเป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งระดับสติปัญญาจะเพิ่มลดบางเวลา และเพิ่มหรือลดทีละน้อยเท่านั้น

ชื่อ ดวงตายมทูต นั้น ผมเป็นคนตั้งเอง เนื่องจากมันทำให้เรารู้ได้ว่าใครจะต้องตายในวันสิบห้าปีอัจฉริยะบ้าง เหมือนกับผมได้เป็นยมทูตผู้คอยเฝ้าดูคนที่จะต้องตายในวันนั้น และดวงตาก็ทำให้ผมได้รู้ว่าตัวผมเองมีระดับสติปัญญาอยู่ระหว่าง 178 184 ซึ่งจะขึ้นลงเป็นระยะ แต่ไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น

ผมเกลียดดวงตานี่ มันทำให้ผมมีความคิดอยากจะดึงลูกตาของตัวเองออกถ้าทำได้ แต่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่มีสิ่งของที่จะให้ผมทำการนั้นได้ หรืออาจจะมี แต่จิตใต้สำนึกของผมปฏิเสธที่จะให้ผมกระทำเช่นนั้น ผมพยายามใช้มือ แต่พยายามทำไรก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน

แม้เมื่อเสียลูกตาไปจะทำให้ดวงตาของผมมืดบอดมองไม่เห็นสิ่งใด แต่มันก็ดีกว่าการปล่อยให้ตัวเองมองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น ทั้งระดับสติปัญญาของตัวเองที่ผมแทบบ้าเมื่อได้เห็นมันผ่านกระจกเงา และระดับสติปัญญาของผู้อื่นที่ทำให้เรารู้ว่าใครจะต้องตาย ซึ่งบางคนนั้นผมไม่อยากให้เขาต้องตายเลย

ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็มีดวงตานี้อยู่ในครอบครองแล้ว แต่เมื่อครั้งยังเด็กผมไม่เห็นเลขระดับสติปัญญาชัดเท่าตอนนี้ และยังไม่รู้ด้วยว่ามันคือเลขระดับสติปัญญา เมื่อผมโตขึ้นก็ได้รู้ว่ามีวันสิบห้าปีอัจฉริยะอยู่ และผมก็เริ่มสงสัยว่าเลขที่ผมเห็นนั้นเป็นเลขระดับสติปัญญา จนเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ซึ่งทำให้ผมมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าเลขนั้นคือระดับสติปัญญา

สามปีก่อน ขณะที่ผมอายุสิบสองปี ขณะนั้นผมยังไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ผมไม่มีเพื่อนตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว และปีนั้นเป็นปีที่มีเด็กคนหนึ่งย้ายเข้ามาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าใหม่พอดี เป็นเด็กชายอายุสิบห้าปีที่เพิ่งสูญเสียพ่อและแม่ไปจากเหตุการณ์ไฟไหม้ เขาเป็นคนเดียวในบ้านที่รอดมาได้ ซึ่งเขาได้เข้ามาคุยกับผม ทำให้ผมรู้ว่าเขาชื่อ เอลวินเอลวินเป็นรุ่นพี่ของผมเพราะอายุมากกว่า และเป็นคนเพียงคนเดียวที่ผมเรียกได้เต็มปากว่า เพื่อน พวกเราคุยกันถูกคอ จึงทำให้ผมไม่นอนอยู่แต่บนเตียงอีกต่อไป ช่วงนั้นผมมักเดินไปไหนมาไหนกับเอลวิน เรียกได้ว่าถ้าเจอคนหนึ่ง ก็ต้องเจออีกคนหนึ่งด้วย จนคนอื่น ๆ คิดว่าเราเป็นคู่เกย์ ซึ่งผมไม่ได้ใส่ใจอะไรนักกับคำพูดของผู้ที่มีมิตรสหายอยู่มากมาย ต่างกับผมที่เพิ่งจะมีเพื่อนเป็นคนแรก และทำให้ผมรู้จั