(ถ้าอ่านลำบากให้ปรับขนาดตัวอักษรใน Browser เอาน้อ~^^)

ไปดูหนังมาอีกแล้วครับ หลังจากที่เพิ่งไปดู Golden Compass มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว~ ดูหนังที่นี่อย่างที่เคยบอกไว้ว่าค่อนข้างผลาญตังค์ ค่าตั๋วประมาณ $8-9 ครับ ก็ราว 200 กว่าบาทโน่น

บ่นเรื่องระบบการซื้อตั๋วที่นี่ ไม่ใช่แบบของไทยที่ซื้อตั๋วเสร็จ ไปเดินเล่น แล้วไปที่โรงนะครับ ที่นี่จะเป็นระบบซื้อตั๋วแล้วเข้าโรงเลย คือ เคาน์เตอร์ขายตั๋วจะอยู่หน้าสุด ไม่ซื้อตั๋วก็ไม่ต้องเข้าไป = =" เข้าไปแล้วก็ไม่ต้องพยายามออก =__________=~ (ออกน่ะได้ แต่ไม่ค่อยมีใครออกกัน = =)

ของที่ขายข้างในก็เหมือนที่ไทยครับ ป็อปคอร์น โค้ก ขนมขบเคี้ยว บลา ๆ ปกติของที่ขายในโรง (ในไทย) จะแพงกว่าข้างนอกใช่มั้ยครับ โรงหนังที่นี่ราคาค่อนข้างรับได้นะ โค้กแก้วละ $3.5 ร้อยกว่าบาท ราคาเท่าป็อปคอร์นเลย~ =[]@! (ของที่นี่ราคาแพงกว่าไทยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว =____________=")

กลับมาที่เรื่องหนังที่จะมารีวิว (หรือออกแนวบ่น ๆ) วันนี้ นั่นคือ...

photo of I Am Legend,

I am Legend ชื่อภาษาไทยว่าไรไม่รู้ = =" แปลตรงตัวก็ "ข้าคือตำนาน" ซึ่งพอดูจบแล้วจะรู้ว่าทำไมถึงชื่อนี้ ทำไมถึงไม่ใช้ชื่อ "Last man on the Earth" อะไรประมาณนั้น

จากที่เห็นโฆษณาบนโปสเตอร์ (ของที่นี่) ใช้คำโปรยว่า The last man on earth is not alone หรือ มนุษย์คนสุดท้ายบนโลกไม่ได้อยู่คนเดียว... (มีปัญญาแปลแค่นี้ = =" อย่าไปอ่านความหมายตรงตัวล่ะ ไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้าเข้าใจไม่ผิดจะหมายถึง มีตัวประหลาดอยู่ด้วย) ไม่รู้ที่ไทยใช้ยังไง แต่พอดูหนังจบแล้วมาดูโปสเตอร์ก็งง ๆ เพราะตัวเอกไม่ใช่ Last man on earth ครับ คนน่ะยังมีอยู่ แค่อยู่คนเดียวในเมืองนั้นเท่านั้นเอง~ (กับหมาอีกหนึ่งตัว = =)

photo of I Am Legend,  Will Smith

วิล สมิทกับน้องหมาคู่ใจ [สปอยล์ (ไฮไลท์เพื่ออ่าน): ไม่น่าตายตอนกลางเรื่องเลย = =" (หมาตายเพราะฉากนี้แล =w=)]

มีหลายคนถามว่าเรื่องนี้ออกแนว 28 Weeks Later หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจเพราะไม่เคยดู 28 Weeks Later น่ะครับ บอกได้ว่าเนื้อเรื่องของเรื่องนี้เกี่ยวกับโรคระบาดในเมืองที่เปลี่ยนคนกลายเป็นตัวคล้าย ๆ ซอมบี้ (ขอเรียกว่าซอมบี้ละกัน~)

มาเริ่มรีวิวกันเลยดีกว่าครับ~^^

>> วิเคราะห์เนื้อเรื่อง และ ตัวละคร/การกระทำ >>

อย่างที่รู้กัน (หรือเปล่า) ว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายครับ ซึ่งอาจมีนิยายเรื่องนี้เข้าไทยหลังหนังออกฉาย~ (หรืออาจโผล่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 1954 ครับ = =" ประมาณ 50 ปีได้แล้ว) ซึ่งนิยายเรื่องนี้ได้ถูกทำเป็นหนังมาหลายครั้งแล้วนะครับ เริ่มจาก The Last Man on Earth (ชื่อที่เพิ่งพูดถึงไปข้างบน = =" ไม่ได้รู้มาก่อนน้อ เหอๆ) ปี 1964 ตามมาด้วย The Omega Man ปี 1971 ครับ

^ ปกหนังสือ I am Legend 

อนึ่ง พออ่านในวิิกิพีเดีย ก็ได้ความว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับแวมไพร์ครับ =[]@! คือ ขอสารภาพว่าดูหนังตั้งแต่ต้นจนจบไม่รู้สึกถึงความเป็นแวมไพร์เลย ออกแนวติดเชื้อแล้วคนที่โดนกัดก็ติดเชื้อตาม ๆ กันไปมากกว่า (แต่นั่นก็สไตล์แวมไพร์เค้าไม่ใช่เรอะ = =") ไม่ทันคิดแฮะ เพราะจำไม่ได้ว่ามีการพูดถึงแวมไพร์ในหนังด้วย~~

กลับมาที่ด้านเนื้อเรื่อง ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าเนื้อเรื่องเค้ามันส์จริง ๆ คือ เนื้อเรื่องทำให้คนดูตื่นเต้นได้ตลอด เสียวแว้บ ๆ ตลอดว่าจะมีอะไรโผล่มามั้ย ยิ่งตอนแรก ๆ ยังไม่เจอตัวซอมบี้ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่หลังจากเข้าไปในโกดังมืด ๆ (ซึ่งอยู่ใน Trailer ที่ตัวเอกเข้าไปพร้อมกับปืน...) ที่ตัวเอกเข้าไปก็เพราะน้องหมาวิ่งไล่กวางเรนเดียร์ (ซึ่งตัวเอกพยายามยิง = =) เข้าไปในโกดังนั้น ตัวเอกเลยต้องตามเข้าไป ถึงจะรู้อยู่แล้วว่ามี "พวกนั้น" อยู่ในที่มืดก็เถอะ (เพราะมันแพ้แสงสว่าง เอ๊ะ นี่ก็ลักษณะของแวมไพร์อีกแล้ว ไม่ฉุกคิดเลยแฮะเรา...) หลังจากเข้าไปก็จ๊ะเอ๋ตามระเบียบแหละครับ~ เจอแล้วเป็นไงนี่ติดตามดูในหนัง ไม่ได้เจอแค่ตัวเดียวด้วยน้อ...

จากฉากนี้ ประกอบกับฉากที่ตัวเอกเข้าไปในร้านเช่า DVD และพยายามคุยกับหุ่นตั้งโชว์ และฉากที่ตัวเอกไปนั่งรอตรงจุดเดิมทุกวัน ๆ ในเมือง โดยประกาศทางวิทยุเรียกคนที่ยังรอดชีวิตให้มาหา ก็ย้ำชัดเลยว่าตัวเอกอยู่ในสถานะ "เหงา" มาก ๆ ครับ เพราะอยู่ในเมืองคนเดียวมาเป็นปี ๆ พร้อมกับความหวังที่ว่าอาจมีคนรอดชีวิตในเมือง ไม่เหงาก็แปลกล่ะครับ...

ชีวิตประจำวันของเขาก็คือออกเดินทางไปรอบเมืองเพื่อฆ่าซอมบี้ทุกวัน ๆ พร้อมกับหมาคู่ใจที่เป็นเพื่อนคุยด้วย~ + ทดลองยาในแล็บใต้ดินเพื่อหาวิธีรักษาโรคซอมบี้ ซึ่งจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่องก็คงเป็นตอนที่หมาของตัวเอก... (สปอยล์ไปแล้วข้างบน = =)...นั่นแหละครับ ตัวเอกเลยคลั่งจัด ไปเปรี้ยวกับซอมบี้ฝูงใหญ่  และจากจุดนั้นก็มีตัวละครที่เป็น "มนุษย์" คนอื่นโผล่มามีบทบาทในเนื้อเรื่องครับ นั่นคือสองแม่ลูก... จำชื่อไม่ได้ (ฮา~)

photo of I Am Legend,  Charlie Tahan, Alice Braga, Will Smith

^ นี่ครับ สองคนนี้มาที่นิวยอร์คเพราะได้ยินเสียงวิทยุที่ตัวเอกประกาศทุกวัน ๆ

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าจากชีวิตตัวเอกปัจจุบันอย่างเดียวนะครับ มีการแฟลชแบ็คกลับไปเป็นระยะ ๆ ในหนัง ถึงตอนที่เกิดเหตุการณ์โรคระบาด แล้วตัวเอกพาภรรยากับลูกหนีไป ซึ่ง... (ไม่สปอยล์ตรงนี้ ดูในหนังเอานะครับ^^)  การทำแฟลชแบ็คในหนังไม่เลวเลยครับ ตัดฉากแต่ละครั้งกะจังหวะได้ดี นอกจากนั้นยังเป็นการเสริม Background ของตัวเอกมากขึ้นด้วย

photo of I Am Legend,  Charlie Tahan, Alice Braga, Will Smith

^ ตัวเอก กับภรรยาและลูก

ส่วนเนื้อเรื่องหลักก็ดำเนินไปตามหนัง 3 องค์ทั่วไปครับ เปิดฉาก -> จุดเปลี่ยน (ปัญหา) -> ไคลแมกซ์ -> ปิดฉาก

ไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่า... สุด ๆ เลยครับ (อธิบายลำบาก~ ต้องไปดูเอง) ตอนนั้นตัวเอกและสองแม่ลูกตกอยู่ในอันตรายแบบสุดขีด

[สปอยล์สุดขีด (ไฮไลท์เพื่ออ่าน): ซึ่งหลังจากที่พยายามสู้อย่างเต็มความสามารถ ตัวเอกก็ตัดสินใจซ่อนสองแม่ลูกไว้ในเตาผิงข้างหลัง ปิดประตู แล้วเปิดลิ้นชักหยิบรูปครอบครัวขึ้นมารำลึกความหลังครับ (ส่วนไอซอมบี้ก็พยายามเอาหัวกระแทกกระจกเข้ามาฆ่าตัวเอกให้ได้ กระจกแตกทีละนิด ส่วนตัวเอกก็เคลิ้มกับความหลังได้พักหนึ่ง) จากนั้นพี่แกก็เปิดลิ้นชักอีกรอบครับ สู้กันมานาน อาวุธก็มีแค่ปืนสั้นกระบอกเดียว แล้วสิ่งที่หยิบขึ้นมา คือ ระเบิดครับ (รู้แล้วใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น...) ตัวเอกถือระเบิดวิ่งเข้าใส่ฝูงซอมบี้ ในวินาทีที่ซอมบี้วิ่งเข้ามากระแทกกระจกครั้งสุดท้าย แล้วก็... แน่นอนครับ บึ้ม กลายมาเป็นโกโก้ครันซ์ =w=b (ไม่เกี่ยว = =")]

[ความรู้สึกส่วนตัว คือ ทำไมมันเล่นง่ายงี้ แล้วที่สู้ ๆ กันมาเนี่ยเพื่ออะไร = =a ออกแนวพลอตโหลสไตล์หนังวีรบุรุษไปหน่อยน่ะครับ ตายเพื่อส่วนรวม~ ไม่ได้บอกว่าแย่นะ ผมค่อนข้างโอเคกับมันเลยแหละ แค่ออกแนวโหลไปนิด <= สปอยล์เพิ่มเติมนิดว่าเพราะเหตุการณ์นี้ เลยกลายมาเป็นชื่อหนัง I am Legend

อีกอย่างที่รู้สึกว่าทำได้ดีในฉากไคลแมกซ์ คือ ตอนที่ฝูงซอมบี้กรูกันพยายามเข้ามาฆ่าตัวเอกครับ (ซึ่งตัวเอกอยู่หลังกระจกหนา) ตัวเอกพยายามพูดประมาณว่าเขาจะพยายามช่วย เพราะงั้นอย่าทำอะไรนะ แต่ก็ไม่เป็นผล พวกซอมบี้ก็พยายามเข้ามาฆ่าตัวเอกอยู่ดี ถ้าเข้าใจไม่ผิดมันคล้ายกับว่าตัวเอกสำนึกได้ซะที ว่าไอซอมบี้พวกนี้มันคุยไม่รู้เรื่อง ที่ทำมามันเปล่าประโยชน์ทั้งหมด~ (ตามที่ผมคิดนะ)

เพิ่มเติมอีกนิดที่หนังเรื่องนี้ นอกจากจะมีฉากลุ้น ๆ เครียด ๆ  ก็พอมีฉากตลกสนุกสนานกับเค้าด้วย (ซึ่งเพื่อนผมบอกว่ามันทำให้หนังดูครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ผมค่อนข้างโอเคนะ) อย่างมีฉากนึงที่ตัวเอกพูดตามตัวละครใน Shrek ได้หมดเลย ฮาดี ซึ่งนอกจากจะเอาฮาแล้วยังสื่อถึงชีวิตของตัวเอกก่ีอนหน้านี้ด้วย ที่ต้องอยู่คนเดียวในเมือง ไม่มีอะไรทำ ต้องไปเช่าหนังมาดูกับน้องหมา~ (เห็นว่าชอบดู Shrek ซะด้วย)

>> ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ >>

หนังเรื่องนี้ยอมรับว่าเหมือนหนังแอคชั่นฮอลลีวู้ด คือ แนวหนังทำเงิน มากกว่า หนังเน้นสื่อความหมาย (หนังอาร์ต) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อคิดนะครับ ข้อคิดที่ผมได้จากเรื่องนี้คงเป็นเกี่ยวกับความรู้สึกโดดเดี่ยวของตัวเอกน่ะครับ ซึ่งในหนังอธิบายความรู้สึกนั้นได้ชัดเจนด้วย เพราะฉะนั้นคงได้ความหมายออกมาประมาณว่า "ถ้ายังไม่ใช่มนุษย์คนสุดท้ายบนโลก ก็รีบไปหาเพื่อน/คนรู้ใจซะนะ!" (กำปั้นทุบดินไปไหมหว่า...)

photo of I Am Legend,  Will Smith

^ หน้าตาซอมบี้~ ที่ตัวเอกทำหน้าไม่ค่อยเกรงเพราะซอมบี้ตัวนี้ถูกล็อคไว้แล้ว~ กัดตัวเอกไม่ถึงหรอก

>> สรุป >>

หนังเรื่องนี้เนื้อเรื่องสนุกครับ ลุ้นตลอด แต่ดูแล้วบางทีก็หดหู่เหมือนกันนะ~ เพราะมันไม่ได้มีแต่ฉากบู๊ ฉากเศร้าก็มี (แถมเป็นฉากเศร้าที่ทรงพลังพอสมควรด้วย)

ความชอบอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ของผมก็คือ ตัวเอกไม่ใช่คนเพอร์เฟ็ค ครับ คือหนังบางเรื่อง (หรือนิยายบางเรื่อง) เนี่ย ตัวเอกค่อนข้างเพอร์เฟ็กต์ ทำอะไรก็ดี เก่งไปหมด แต่ตัวเอกของเรื่องนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่เลยครับ...

ก่อนจากกันไปก็ขอบอกว่า...

หนังเรื่องนี้ดูสนุก แต่ดูจบแล้วจะมีความสุขหรือเปล่ีานี่ ไม่แน่ใจครับ...

Comment

Comment:

Tweet

ใส่อีโมเยอะทำเหี้ยไรสัส รำคาญชิบหาย หยั่งกะคนปัญญาอ่อน

#39 By X (103.7.57.18|118.172.78.116) on 2012-08-25 12:52

อัดอั้นตันใจหรืออย่างไร๊
อัพบลอคซะยืดยาว >w<

เห็นแล้วอยากไปบ้าง...
เมืองไทยร้อนเกินไป

#38 By Ralph Lauren Outlet (220.161.145.162) on 2012-02-25 15:39

open-mounthed smile big smile big smile big smile

#37 By ดูหนัง (115.67.50.193) on 2010-10-02 21:39

open-mounthed smile big smile big smile big smile

#36 By ดูหนัง (115.67.50.193) on 2010-10-02 21:39

มันไม่มีแปลไทยชั่ยป่ะคะ ^^

#35 By .... (125.27.78.83) on 2010-05-01 18:16

big smile open-mounthed smile confused smile

#34 By โหลดเพลงmp3ฟรี (125.25.41.64) on 2010-02-26 21:16

ขอบคุณค่ะ

#33 By โหลดเพลง (124.157.236.176) on 2009-10-08 02:08

Que

#32 By sera (124.157.236.176) on 2009-10-03 06:00

ดีๆ

#31 By ดีๆ (124.157.236.229) on 2009-09-21 17:58

ขอบคุณจ้า

#30 By parts (124.157.236.229) on 2009-09-20 22:47

#29 By (203.172.199.254) on 2008-08-27 17:18

ชอบตอนที่หมาตายคับซึ้งมากน้ำตาซึมเลย

#25 By ข้าคือ (125.25.191.198) on 2008-02-17 21:16

ชอบตอนที่หมาตายคับซึ้งมากน้ำตาซึมเลย

#26 By ข้าคือ (125.25.191.198) on 2008-02-17 21:16

ชอบตอนที่หมาตายคับซึ้งมากน้ำตาซึมเลย

#27 By ข้าคือ (125.25.191.198) on 2008-02-17 21:16

ชอบตอนที่หมาตายคับซึ้งมากน้ำตาซึมเลย

#28 By ข้าคือ (125.25.191.198) on 2008-02-17 21:16

อ่านได้ทุกเรื่องคะถ้าอยากติดต่อ 0869910336 ค่ะ

#24 By แอล (203.113.21.43) on 2008-01-28 12:35

อ่านได้หมด

#23 By ไผ่ (203.113.21.43) on 2008-01-28 12:27

หนังเรื่องนี้กว่าจะได้ดูก็แทบจะออกจากรงอยู่แล้ว มีคนสปอยไว้มากมายแต่ก็อยากดู เรื่องนี้คาดหวังแต่ไม่ใช่มากมายอะไรกับแอ๊กชั่น ตามคาดเลยหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีบทบู้อะไรนอกจากการพยายามเอาตัวรอดเหมือนคนบ้า แน่ละตัวเองเหมือนคนบ้านเข้าขั้นหนัก หนังเรื่องนี้ให้อารมณ์เหมือนหนังอาร์ตมากกว่าหนังสไตล์ขายฉากเสียอีก หดหู่มากๆ ดูจากการที่ตัวเอกรู้ตัวว่าใกล้บ้าเต็มที แต่ก็มีสติในการหาตัวช่วย ยิ่งเมื่อมีสองคนแม่ลูกเข้ามายิ่งเห็นความจริงอยู่อย่างว่าพระเอก