fantasy

หา.. เผลอแป๊บเดียวอายุ 17 แล้วเหรอเนี่ย ยังรู้สึกว่าตัวเอง (ยังอยาก) เป็นเด็กอยู่เล้ย

จะว่าไปหนึ่งปีที่ผ่านมานี่ก็รู้สึกเปลี่ยนไปเยอะเหมือน (หรือเปล่า!?) คงเพราะไม่ได้อยู่ไทยด้วยแหละ เลยได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ได้ทำอะไรใหม่ ๆ เยอะแยะไปหมด

เริ่มติดนิยายน้อยลง มาติดพวกหนังแทน อาจเพราะนิยายสมัยนี้แฟนตาซีปกสวย ๆ ออกมาเยอะมากจนเลือกไม่ถูกละมั้ง (จะซื้อหมดก็คงถังแตกก่อน...) ประกอบกับเริ่มหน่ายกับพลอตแนวเดิม ๆ ของนิยายแฟนตาซีแล้ว (โดยเฉพาะพวกเกี่ยวกับโรงเรียนที่ออกมาเยอะจนน่าสงสัยว่าโรงเรียนเวทมนตร์ทั่วโลกมันมีเยอะขนาดนั้นเลยเรอะฟระ - -")

เมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งซื้อหนังสือน่าปกสยอง ๆ ชื่อ "คำสาปผีถ้วยแก้ว" ของสำนักพิมพ์พูนิก้ามาอ่าน เป็นหนึ่งในซีรีส์ Black Fantasy ที่ออกมาหลายเล่มแล้ว รูปเล่มหนังสือดีไซน์ออกมาได้น่าอ่านดี เหมือนพวกนิยายแฟนตาซีเล่มใหม่ ๆ ของสยามอินเตอร์ฯ ที่เริ่มมีการตกแต่งกระดาษที่ใช้พิมพ์นิยาย และทำปกออกมาได้น่าอ่าน

นิยายเล่มนี้เป็นนิยายแปลของจีน (น่าจะแปลจากภาษาจีน เพราะหลังปกเขียนว่า "ซีรีย์ Black Fantasy ที่ได้รับความนิยมทั่วทั้งไต้หวัน ฮ่องกง และจีน") ที่ตอนแรกผมนึกว่าไม่ใช่นิยายแปล เนื่องจากหน้าปกไม่มีการระบุผู้แปลเอาไว้เลย (ปกตินิยายแปลที่เห็นกันทั่วไปจะมีบอกทั้งคนเขียนและคนแปลบนหน้าปกครับ) ประกอบกับว่ามีนักเขียนคนไทยที่ใช้นามปากกาเป็นชื่อภาษาอื่นอยู่เยอะด้วย ดูจากปกคร่าว ๆ เลยดูเหมือนว่า "เยี่ยปู้หยี่" เป็นนามปากกาของคนเขียนไทย

ส่วนหนึ่งที่ฮาตอนดูหน้าปกก็คือคำว่า BEWARE" THE DARKNESS IS COMING... ที่มุมบนซ้ายของหน้าปก แอบงงว่าทำไมถึงใช้สัญลักษณ์ " แต่พอดูคีย์บอร์ดก็เข้าใจ เพราะ " มันอยู่ปุ่มเดียวกับ , นี่เอง คิดว่าคนพิมพ์คงลืมปิด Caps Lock ที่เปิดเอาไว้ตอนพิมพ์ตัวอักษรใหญ่

เพิ่งอ่านจบไปเมื่อเย็นวานนี้ครับ คิดว่าเนื้อเรื่องยังไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไรครับ อ่าน ๆ ไปแล้วรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายสืบสวนมากกว่านิยายสยองขวัญ (หรือไม่ผมก็คงหวังสูงเกินไปว่านิยายสยองขวัญมันต้องน่ากลัว เลือดสาด แบบ Darkmoon Stamina)  หนังสือเล่มนี้เด่นตรงที่มีภาพประกอบด้านใน (วาดโดยคนไทยครับ ลายเส้นใช้ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะปกนี่ลงสีหลอนดี) และรูปเล่มทำออกมาได้น่าอ่านครับ กระดาษดี ราคาก็ไม่แพงนัก (169 บาท) เผอิญว่าแนวเรื่องไม่ถูกใจผมเท่านั้นเอง

ขอหยุดเรื่องหนังสือไว้แค่นี้ก่อน เพราะเอนทรีนี้ความตั้งใจเดิมก็คือลงรีวิวหนัง The Mummy III ที่เพิ่งไปดูมากับเพื่อนเมื่อสามสี่วันก่อนครับ แล้วก็ HBD ตัวเองไปในตัวด้วย~ อายุใกล้เลข 2 แล้วสิเนี่ย...

เชิญอ่านรีวิวได้เลยครับ~ คิดเห็นเหมือนหรือต่างกันอย่างไรก็แชร์กันได้ในช่องคอมเม้นท์เลยนะครับ!

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

[Review] The Mummy III - ผีจีนคืนชีพ
By Woratana [woratana [at] hotmail.com]

เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง The Mummy III มาครับ พอดีเห็นว่าเพิ่งเข้าโรงและเทรลเลอร์ในทีวีดูเป็นหนังที่อลังการดี นอกจากนั้นก็ตัวหนังก็น่าสนใจเพราะคราวนี้ไปล่ามัมมี่กันที่ประเทศจีน หนังความยาวประมาณเกือบสองชั่วโมงครับ ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป และเนื้อเรื่องยังทำให้คนดูติดตามตลอดทั้งเรื่องด้วย

เอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้สุดยอดครับ (ค่าทำกราฟฟิกคงสูงน่าดูล่ะ...) อย่างตัวเยติที่ทำออกมาได้สมจริง หรือกองทหารสุดอลังการของฮ่องเต้ ฉากที่ชอบสุด ๆ ก็คือฉากที่รถขายพลุไฟระเบิดออก แล้วพลุกระจายขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นฉากที่งามสุด ๆ เลยครับ ฉากนี้น่าจะเป็นกราฟฟิกเพราะคิดว่าซีนนั้นถ้าถ่ายออกมาแล้วไม่สวยอาจต้องถึงกับไปหารถใหม่มาถ่าย ซึ่งใช้กราฟฟิกจะแน่นอนกว่าครับ

เนื้อเรื่องทำออกมาได้ดีครับ และยังครบสูตรของหนังตลาดอีกด้วย มีฉากให้คนดูลุ้นระทึก และแต่ละฉากก็เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล นอกจากนั้นตอนจบยังมีการปูทาง (หรือเปล่า!?) สำหรับภาคต่อไปด้วย หนังเรื่องนี้ใช้การ Flashback (การย้อนถึงอดีตของตัวละคร) น้อยมากจนถึงไม่มีเลยครับ (ไม่แน่ใจว่ามีมั้ย แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีนะ) คือแต่ละฉากเป็นช่วงเวลาที่ต่อกันไปเรื่อย ๆ ครับ

ฉากต่อสู้ก็ทำออกมาให้คนดูได้ลุ้นครับ ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ (ซึ่งต่อให้ตอนต้นเรื่องฝ่ายตัวเอกจะขัดขวางฝ่ายตรงข้ามขนาดไหนก็ทำไม่ได้ เพราะหัวหน้าฝ่ายตรงข้ามก็ต้องรอดไปจนถึงฉาก “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” อยู่ดี) พวกมุมกล้องและท่าทางของคนที่ต่อสู้อยู่ก็ทำออกมาดีครับ ยิ่งรวมกับเอฟเฟ็กต์ประกอบเจ๋ง ๆ ยิ่งทำให้ฉากต่อสู้ดูสนุก

อารมณ์ขันของหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่น่าชื่นชมครับ คนเขียนบทสอดแทรกฉากขำ ๆ เข้าไปเป็นระยะได้อย่างลงตัว มีการสลับฉากระหว่างฉากอารมณ์สบาย ๆ สนุกสนาน กับฉากต่อสู้เครียด ๆ ได้เนียนดีมาก ฉากที่ชอบสุด ๆ ก็คือตอนที่ทหารโครงกระดูกแกว่งอาวุธตัวเองไปมาแล้วโดนหัวเพื่อนทหารกระดูกคนข้าง ๆ ทำให้หัวร่วงไปที่พื้น ทหารคนนั้นเลยรีบก้มลงไปหยิบหัวเพื่อนมาต่อให้ใหม่ ซึ่งตอนนั้นเป็นตอนก่อนที่ทหารสองฝ่ายจะต่อสู้กันนะครับ ชอบไอเดียที่ขนาดก่อนจะสู้กันเครียด ๆ ยังใส่ฉากเรียกเสียงหัวเราะเข้าไปได้

นอกจากการไล่ฆ่ามัมมี่แล้ว คนเขียนบทก็เพิ่มปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนที่เพิ่มความจริงจังให้หนังครับ เพราะเรื่องมัมมี่ยึดครองโลกเป็นอะไรที่เราไม่คิดว่าจะเกิดในโลกยุคปัจจุบันอยู่แล้ว เราเลยอาจไม่อินมากเท่าไร แต่ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวนี่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป ทำให้คนดูเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายกว่าครับ

โดยรวมแล้วพอใจกับหนังเรื่องนี้อย่างมากครับ ตัวละครแต่ละตัวเป็นตัวของตัวเองดี เนื้อเรื่องก็ลุ้นสนุก แทรกด้วยอารมณ์ขัน ไม่เครียดมาก และมีเอฟเฟ็กต์สุดอลังการ เป็นหนังตลาดที่ทำออกมาได้ดีมากครับ พอดูจบแล้วอยากดูภาคสี่ขึ้นมาทันทีเลย (ถ้าเค้ายังทำต่อนะ) ย้ายไปล่ามัมมี่กันที่ประเทศนู้น (ประเทศอะไรนั้นไปดูในหนังกันเอาเองนะครับ) คงน่าสนุกพิลึก ไม่แน่ว่าอเล็กซ์ (ลูกชายตัวเอกภาคแรก ๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วในภาค 3) อาจมีลูกตัวน้อย ๆ ติดมาด้วยในภาคหน้าก็ได้นะครับ

ป.ล. แถมนิด สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมเจ๊กับลูกสาวแกที่อยู่จีนมาเป็นร้อยเป็นพันปีถึงพูดอังกฤษได้คล่องจัง (สำเนียงดีจนเราเทียบไม่ติด... ไปเรียนภาษาอังกฤษมาจากสำนักไหนกันหว่า) แล้วฮ่องเต้ก็ดันฟังอังกฤษออกด้วย สมกับเป็นหนังฝรั่งจริง ๆ (ถ้าเป็งหนังจีง ตัวเอกคงพูกภาษาอังกิกไม่ล่ายหรอก เผลอ ๆ พระเอกคงเปงคงจีงด้วยแหละ)

ป.ล.2 มีฉากนึงที่ฮ่องเต้แปลงร่างเป็นมังกร ทำไมพี่แกกลายเป็นมังกรสามหัว หน้าตาแบบฝรั่ง แทนที่จะเป็นมังกรแบบจีนล่ะ (ถามเองตอบเอง ก็หนังฝรั่งนิ~)

 

วันนี้มีน้องคนหนึ่งมาขอให้ตั้งชื่อให้ ก็ถามรายละเอียดไปเยอะนะ แต่ยังไม่ได้ข้อมูลตามความต้องการเลยพักไว้ก่อน ไว้เค้ามาค่อยถามต่อ ถึงจะตั้งได้

ตามปกติถ้าเป็นนิยายตัวเองน่ะ ตั้งได้เลย ไม่ต้องเจียรไนยมาก แต่นี่ของคนอื่น...แล้วทำไมมันไม่ตั้งกันเองวะ - -

แต่เอาเหอะครับ เค้าให้ความสำคัญเรา เป็นกลุ่มนักอ่าน ก็เซอวิชนานๆทีไม่เสียหาย แต่ดูช่วงอารมณ์ด้วย (แต่รู้สึกว่าคนนี้ชินกับความขึ้นๆลงๆของอารมณ์ผมละ มาได้ไม่เข็ด)

พอมีมาแบบนี้ก็เลยเกิดความคิดว่า เออ ปกติเราตั้งชื่อตัวละคร ชื่อเรื่อง ชื่อสถานที่ เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการสรรค์คำมาเรียกหาวะ

ส่วนใหญ่นะครับ เวลาตั้งชื่อเมือง ผมใช้การแว้บ ปิ๊ง คือก่อนที่ผมจะตั้งชื่อผมจะวางโครงและรายละเอียดของมันก่อน เช่นเป็น เมืองที่เป็นเมืองค้าขายนะ มีน้ำล้อมรอบ มีน้ำพุกลางเมืองไหลออกมาตามคลองห้าสายออกสู่ทะเล ผมวางเสร็จแล้วก็กำหนดตัวเจ้านคร กำหนด องคาพยบอื่นๆ พอเสร็จแล้ว ชื่อมันจะมาเอง ผมให้ชื่อเหมืองนี้ ว่า "กรีนด์ โซลิด้า" แปลว่าอะไร ไม่รู้เหมือนกัน แต่อยากให้ชื่อนี้ ฟังชื่อแล้วนึกถึงเมืองนี้ทันที

นี่คือการตั้งชื่อเมืองของผม

ส่วนชื่อคน พื้นบาน